วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

อุปทาน



**อุปทาน (Supply)**


                    อุปทาน คือ จำนวนต่างๆ ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตพร้อมที่จะผลิตออกขาย ณ ระดับราคาต่างๆภายในระยะเวลาที่กำหนดสำหรับประเภทของอุปทานนั้นจะมีอยู่เพียงแค่ชนิดเดียวก็คืออุปทานต่อราคา(Price Supply)

กฎของอุปทาน (Law Of Supply)
ปริมาณของสินค้า และบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิต หรือพ่อค้าต้องการขาย ย่อมแปรผันโดยตรงกับระดับราคาของสินค้า และบริการชนิดนั้นเสมอ

ฟังก์ชันของอุปทาน (Function OF Supply)
Qx = f(Px)
โดยที่
Qx = ปริมาณของสินค้า X
Px = ราคาของสินค้า X

สมการโดยทั่วไป จะสมมุติให้เป็นเส้นตรง โดยเขียนในรูปแบบของสมการเส้นตรง (Linear)ได้ดังนี้
Qx = a+ bPx

                       

(แผนภาพแสดงเส้นอุปทาน)

ตัวกำหนดอุปทาน(Supply Determinants)
จากข้างต้นเราคงจะเห็นแล้วว่าอุปสงค์ในตัวสินค้า และบริการนั้นสามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นอุปทานก็เช่นเดียวกัน ซึ่งอุปทานนั้นก็หมายถึงความต้องการในการขายสินค้า หรือบริการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง หรือในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้วนั้นระดับของราคาก็จะถูกนำมามาใช้ในการพิจารณาก่อนลำดับแรก ซึ่งหมายถึงระดับผลกำไรที่ผู้ขายจะได้รับจากสินค้า และบริการชนิดนั้น หากเราจะพิจารณาว่าสิ่งใดที่เป็นตัวกำหนดอุปทานแล้วนั้น เราสามารถพิจารณาได้ดังนี้


1. ระดับราคา (Price) ระดับราคาเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการตัดสินใจในการขายของผู้ผลิต หรือผู้ขายเพราะตามกฎของอุปทานก็กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ปริมาณการขายนั้นย่อมแปรผันตรงกับระดับราคาเสมอ กล่าวคือ ถ้าระดับราคาสูงขึ้นก็จะเป็นเหตุจูงใจในการผลิต และนำสินค้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ด้วยเหตุผลของกำไรที่จะได้รับก็ย่อมมากขึ้นด้วย

2. เป้าหมายของธุรกิจ หรือผู้ผลิต (Business Goal) เช่น เป้าหมายของบริษัทขายยา คือ ขายยารักษาโรค แทนยาลดความอ้วน ดังนั้นจึงมีการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ครองตลาดยารักษาโรคให้มากที่สุด

3. เทคนิคที่ใช้ผลิต (Technical) เทคนิคที่ใช้ในการผลิตสินค้า และบริการนั้นย่อมมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีในสมัยใหม่ ซึ่งเทคนิคนี้อาจจะรวมไปถึงประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่เคยปฏิบัติมาก่อน จึงทำให้เกิดความเคยชิน หรือมีความเชี่ยวชาญได้
4. ราคาสินค้าชนิดอื่นๆ ที่ทดแทนกันได้ (Substitution) สำหรับในกรณีสินค้าทดแทนนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นก็หมายถึงถ้าหาว่าสินค้าชนิดหนึ่งนั้นสามารถถูกทดแทนด้วยสินค้าอีกรูปแบบหนึ่งก็จะส่งผลให้มีการลดการผลิต หรือนำออกสู่ตลาดลดลง แต่เหตุผลที่สำคัญของการนำสินค้าออกสู่ตลาดนั้นก็ต้องพิจารณาถึงระดับราคาของสินค้าอื่นๆ ที่จะเข้ามาทดแทนด้วย

5. ราคาของปัจจัยที่ใช้ผลิต (Factor Price) ราคาของปัจจัยที่ถูกใช้ในการผลิตนั้นเปรียบได้กับต้นทุนที่การผลิตไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าหากราคาของปัจจัยการผลิตนั้นเพิ่มสูงขึ้นก็จะส่งผลทำให้ต้นทุนของสินค้า และบริการนั้นสูงตามไปด้วย ดังนั้นการที่ผู้ขายจะขายสินค้า และบริการในราคาที่ต่ำก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ก็คงจะต้องขายในราคาที่สูงขึ้นทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาระดับของกำไรที่ได้รับให้คงที่

6. จำนวนผู้ผลิต หรือผู้ขาย (Player) จำนวนของผู้ขาย หรือผู้ผลิตย่อมมีผลต่อระดับของอุปทานเช่นเดียวกันเพราะว่าหากตลาดสินค้านั้นมีผู้ผลิต หรือผู้ขายจำนวนมากย่อมมีการแข่งขันในเรื่องของราคากันมากเช่นกัน

การย้ายเส้นอุปทาน (Shifts In Supply Curve)

การที่ตัวกำหนดอุปสงค์โดยอ้อม เช่น รสนิยม, ราคาสินค้าอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไป มีผลทำให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น หรือลดลง ณ ระดับราคาเดิม


                     

(แผนภาพการเพิ่มขึ้นหรือลดลงเส้นอุปทาน)

            จากรูปจะเห็นได้ว่าเมื่อตัวกำหนดโดยอ้อมเปลี่ยนแปลงไป เช่น เทคโนโลยี ณ ระดับราคาคงเดิม ที่ P หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปริมาณขายจะอยู่ที่ Q แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณจากเดิมเป็น Q2 ซึ่งจะทำให้เส้น Supply เปลี่ยนแปลงไปจากเส้น s เป็น s’ ซึ่งเราเรียกว่าอุปทานเพิ่ม (Increase in Supply) ในทำนองเดียวกัน ณ ระดับราคา P แต่มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณจากเดิมเป็น Q2 ซึ่งจะทำให้เส้น Supply เปลี่ยนแปลงไปจากเส้น s เป็น s’’ ซึ่งเราเรียกว่า อุปทานลด (Decrease in Supply)

อ้างอิงจาก :http://www2.nkc.kku.ac.th/bodee.p/Academics_Data/PrincipleofEconomics/micro/ChapterIII.doc







อุปสงค์



**อุปสงค์ (Demand)**

       อุปสงค์ หมายถึง ความต้องการสำหรับสินค้า และบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยทั่วๆ ไปแล้วเราสามารถที่จะ แบ่งประเภทของอุปสงค์ได้ดังต่อไปนี้
1.อุปสงค์ต่อราคา (Price Demand)*
2.อุปสงค์ต่อรายได้ (Income Demand)
3.อุปสงค์ต่อราคาสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่กำลังพิจารณาอยู่ (Cross Demand)

        แต่ในที่นี้เราจะให้ความสนใจในเรื่องของอุปสงค์ต่อราคา ทั้งนี้เนื่องมาจากอุปสงค์ชนิดนี้มักจะมีการกล่าวถึงมากที่สุด ซึ่งก็คือ จำนวนของสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ ณ ระดับราคาต่างๆ ในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งคำว่าต้องการซื้อ มิใช่เป็นความต้องการธรรมดา (Need) แต่เป็นความต้องการที่จะมีอำนาจซื้อ(Purchasing Power)โดยมีเงินเพียงพอ และมีความเต็มใจที่จะซื้อ(Ability and Willingness) (อ้างในวันรักษ์มิ่งมณีนาคิน หน้า 23)

กฎของอุปสงค์ (Law Of Demand)

        ปริมาณของสินค้า และบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อย่อมแปรผกผัน (Inverse Relation) กับระดับราคาของสินค้า และบริการชนิดนั้นเสมอ (ยังผลให้ Demand มีลักษณะทอดต่ำลงจากซ้าย มาขวา และมีความชันเป็นลบ)

ฟังก์ชันของอุปสงค์ (Function OF Demand)

-Qx = f(Px)
โดยที่
Qx = ปริมาณของสินค้า X
Px = ราคาของสินค้า X

ถึงตอนนี้คงจะเกิดคำถามที่ว่าแล้วเหตุใดปริมาณการซื้อจึงต้องแปรผกผันกับราคา ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้ว ถ้าหากเราตอบคำถามนี้โดยใช้ความคิดโดยทั่วๆไปก็จะพบว่าการที่ราคากับปริมาณการซื้อนั้นมีความสัมพันธ์แบบผกผัน สิ่งที่เราต้องรู้จักคือ ในธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์นั้นไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายที่สูง หรือพูดง่ายๆ ว่าชอบสินค้าราคาถูก แต่ถ้าหากตอบในเชิงวิชาการแล้วนั้นเราสามารถพอที่จะสรุปได้ว่าเหตุที่ทำให้ปริมาณซื้อกับราคานั้นแปรผันกันแบบผกผันคือเหตุที่ปริมาณซื้อแปรผกผันกับราคา
1.ผลทางรายได้ (Income Effect) ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่สินค้านั้นมีราคาขึ้น แต่รายได้ของแต่ละบุคคลนั้นคงที่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงส่งผลทำให้การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งต้องคิดให้รอบคอบอยู่เสมอ
2.ผลทางการทดแทน (Substitution effect) สืบเนื่องมาจากการใช้สินค้าชนิดอื่นๆ เข้ามา ทดแทนสินค้าชนิดเดิมที่เคยบริโภคอยู่ เช่น การบริโภคเนื้อหมู แทนเนื้อวัว เป็นต้น ซึ่งในการบริโภคสินค้าทดแทนเหล่านี้อาจจะสืบเนื่องมาจากราคาของสินค้าชนิดหนึ่งที่แพงขึ้น จึงส่งผลทำให้ผู้บริโภคต้องหันไปบริโภคสินค้าชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความพอใจเท่ากันกับสินค้าชนิดนั้นแทน
           จากที่กล่าวมาข้างต้นที่กล่าวว่าราคา และปริมาณนั้นมีความสัมพันธ์อย่างแปรผกผันกันนั้นเราสามารถที่จะแสดงออกมาให้เห็นได้ดังรูปต่อไปนี้


                             

       (แผนภาพแสดงถึงลักษณะของเส้นอุปสงค์)



ตัวกำหนดอุปสงค์ (Demand Determinants)
         จากการที่จะพิจารณาว่าอุปสงค์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต่อสินค้า และบริการอย่างใดอย่างหนึ่งจะมากน้อยเพียงใดนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าในแต่ละบุคคลนั้นย่อมเห็นความสำคัญ หรือมีความต้องการในตัวสินค้าชนิดนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้วนั้นหากเราจะพิจารณาว่าสิ่งใดที่เป็นตัวกำหนดอุปสงค์ เราสามารถพิจารณาได้ดังนี้

1. รสนิยม (Taste) ในที่นี้อาจจะเป็นลักษณะของแฟชั่นนิยม เช่น ในยุคปัจจุบันคนชอบความสะดวกสบายจึงส่งผลให้เครื่องมือเครื่องใช้ที่สามารถอำนวยความสะดวกเช่นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆหรือรถยนต์รุ่นใหม่ มีราคาที่สูงได้

2. ระดับราคา (Price) ระดับราคาเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการตัดสินใจในการบริโภคของผู้บริโภค เพราะตามกฎของอุปสงค์ก็กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ปริมาณการซื้อและระดับราคานั้นจะแปรผันกันอย่างผกผัน กล่าวคือ ถ้าระดับราคาลดลง ปริมาณการซื้อก็เพิ่มขึ้นได้

3. ระดับรายได้ (บุคคล/ครัวเรือน) (Income) ระดับรายได้ก็เช่นเดียวกัน ในระดับรายได้นี้จะเป็นสิ่งที่เป็นตัวกำหนดของบุคคล หรือครัวเรือนว่ามีศักยภาพในการซื้อมากน้อย ต่างกันเพียงใด

4. จำนวนประชากร (Population) จำนวนประชากรนั้นหมายถึงจำนวนคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งถ้าหากมีมากความต้องการสินค้า และบริการก็ย่อมที่จะมากขึ้นไปด้วย

5. สภาพการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจ (Income Distribution in Economy System)ในเรื่องของการกระจายรายได้ของประชากรในแต่ละระบบเศรษฐกิจนั้นย่อมแตกต่างกันถ้าหากว่าในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ นั้นมีช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจนที่แตกต่างกันมากก็จะทำให้มีผลต่ออุปสงค์เช่นเดียวกัน

6. ราคาสินค้าชนิดอื่นๆ ที่ทดแทนกันได้ (Substitution Goods) สำหรับในกรณีสินค้าทดแทนนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมนำไปพัวพันกับราคาของสินค้าชนิดนั้นๆ เช่น เนื้อหมู่ เนื้อวัว แต่ที่จริงแล้วนั้นในทรรศนะของผู้เขียนสิ่งเหล่านี้เป็นการดูที่ความยากง่ายในการแสวงหาสินค้าที่สามารถนำมาตอบสนองความต้องการได้ใกล้เคียงกันเสียมากกว่า เช่น เนื้อหมู่ เนื้อวัว เป็นต้น

7. ฤดูกาล (Season) สิ่งที่กล่าวว่าฤดูการนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของ ลม ฟ้า อากาศ ที่มีผลต่อการกำหนดตัวของอุปสงค์ และระดับราคาของสินค้าชนิดนั้นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากสินค้าใดเป็นที่นิยมของผู้บริโภค แต่ว่าหากไม่อยู่ในฤดูกาล ก็อาจจะทำให้มีราคาสูงได้ แต่ว่าปริมาณการซื้อนั้นอาจจะไม่มากนัก แต่ถ้าหากอยู่ในฤดูกาลแล้วนั้นก็จะส่งผลทำให้ราคาลดต่ำลงได้ ทำให้ปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้นได้

การย้ายเส้นอุปสงค์ (Shifts In Demand Curve)
          การที่ตัวกำหนดอุปสงค์โดยอ้อม เช่น รสนิยม, ราคาสินค้าอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปมีผลทำให้ปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้น หรือลดลง ณ ระดับราคาเดิม


                         

(แผนภาพการเพิ่มขึ้นของเส้นอุปสงค์) 

            จากรูปจะเห็นได้ว่าจากเดิมเส้นอุปสงค์ในการซื้อสินค้า ถ้าหากระดับราคาอยู่ที่ P เราจะสามารถซื้อสินค้าที่ปริมาณ Q แต่ต่อมามีเหตุการณ์ที่มีผลทางบวกต่อสินค้า และบริการที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ก็จะส่งผลทำให้เราซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เข้ามาเป็นผลทางบวกนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงตัวกำหนดทางอ้อม ซึ่งมีส่วนทำให้มีการซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นดังนั้นจึงทำให้เส้น Demand Shift ตัวขึ้นจาก เส้น d ไปเป็นเส้น d'' จึงส่งผลให้ ณ ระดับราคา P1 ก็จะมีการซื้อสินค้าได้ที่ปริมาณ Q2 แต่ถ้าระดับราคาเปลี่ยนแปลงไปเป็น P2เราจะสามารถซื้อสินค้าได้ที่ปริมาณ Q5 ดังนั้นจากรูปจะเห็นได้ว่าเส้นอุปสงค์มีการย้ายตัวทั้งเส้นจาก d เป็น d’’ ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นของเส้นอุปสงค์ (Increase in Demand) ทั้งนี้สืบเนื่องมากจากสิ่งที่เป็นตัวกำหนดทางอ้อมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

      ในการศึกษาเรื่องของอุปสงค์ และอุปทาน เราจำเป็นที่จะต้องทราบถึงคุณลักษณะของสินค้า และบริการเสียก่อน ซึ่งเราสามารถแยกประเภทของสินค้า และบริการได้ดังนี้

คุณลักษณะของสินค้า (Goods)
1. สินค้าปกติ (Normal Goods) โดยทั่วไปปริมาณการซื้อแปรผกผันกับรายได้
2. สินค้าทดแทน (Substitution Goods) โดยทั่วไปหากมีการเปลี่ยนแปลงในสินค้าตัวหนึ่งจะมีผลกระทบต่อสินค้าตัวหนึ่ง เช่น เนื้อหมู - เนื้อวัว , กาแฟ - ชา
3. สินค้าประกอบกัน (Complementary Goods) โดยทั่วไ ปหากมีการเปลี่ยนแปลงในสินค้าตัวหนึ่งจะมีผลกระทบต่อสินค้าตัวหนึ่ง เช่น รถยนต์กับน้ำมัน , กาแฟกับน้ำตาล
4. สินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods) สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อลดลงเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น มักยึดจากความรู้สึกคนเป็นหลัก เช่น เดิมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เมื่อรายได้ของคนๆนั้นเพิ่มขึ้นก็หันมาบริโภค สเต็ก แทน เป็นต้น

อ้างอิง:http://www2.nkc.kku.ac.th/bodee.p/Academics_Data/PrincipleofEconomics/micro/ChapterIII.doc



























วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

การศึกษาไทย ในกลุ่มอาเซียน


เปรียบเทียบลำดับการศึกษาไทย ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ปี 2012-2015 จากรายงานของ WEF


       
การเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ปี 2012-2015 จากข้อมูลการประชุมของ World Economic Forum (WEF) ในรายงานประจำปีการเปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันได้ของประเทศต่างๆ ที่เลือกมาศึกษารวม 144 ประเทศ ชื่อ Global Competitiveness Report ที่เผยแพร่โดย ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2557 ชี้คุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ยั้งรั้งท้ายอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

        รายงานของปี 2014-2015 โดยสรุปปรากฏว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันได้ของไทยไม่เลวนัก อยู่เป็นอันดับที่ 31 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ซึ่งอยู่อันดับ 2 ของโลก และมาเลเซีย อันดับ 20

        อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเฉพาะดัชนีด้านการศึกษาแล้ว จะเห็นว่า คุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ที่ อันดับ 7 ของอาเซียน (ปีที่แล้วอยู่อันดับ 6) และคุณภาพของระบบอุดมศึกษา อยู่ที่อันดับ 8 แม้ว่าขีดความสามารถด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์จะค่อนข้างดี คืออยู่ที่อันดับ 5 ก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ว่าไทยร่ำรวยเป็นที่ 3 ของอาเซียน โดยคิดจากตัวเลขค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากร (GDP per Capita) กลับจะเห็นว่าประเทศที่ยากจนกว่าเราสามารถจัดการศึกษาได้ดีกว่า

         ประเด็นที่น่าสนใจพิเศษ คือ
1. มีการจัดให้คุณภาพของการศึกษาคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ของสิงคโปร์ ดีเป็นอันดับ 1 ของโลก
2. การศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษาของไทย อยู่อันดับต่ำกว่าของ สปป.ลาว ขณะที่อุดมศึกษาของไทยก็มีอันดับต่ำกว่าทั้งลาวและกัมพูชา


Download รายงานปี 2014-2015 ฉบับสมบูรณ์ความยาว 548 หน้า ได้ที่ :
[http://www3.weforum.org/docs/WEF_GlobalCompetitivenessReport_2014-15.pdf]


ดูรายละเอียดตามตารางที่ 1-4 ตัวเลขแสดงอันดับในอาเซียน และตามดัวยตัวเลขในวงเล็บซึ่งแสดงอันดับโลกจาก 144 ประเทศ


เปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ปี 2012-2013



เปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ปี 2013-2014



เปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ปี 2014-2015



เปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน เปรียบเทียบ 3 ปี 2012-2014





ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/DrPavich?fref=nf

อ้างอิงจาก http://www.anantasook.com/quality-of-thai-education-wef-report/

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

5 วิธีมีความสุขได้โดยไม่ต้อง " เพอร์เฟ็กต์ "

        ใครๆ ก็อยากจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบทั้งหล่อ สวย รวย ฉลาด สมปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อว่า คุณสมบัติที่เพียบพร้อมสมบูรณ์จะทำให้ชีวิตมีความสุข และได้รับการยอมรับจากสังคม
บางคนจึงตั้งความหวังในชีวิตเอาไว้สูงเสมอจนเข้าขั้นเสพติด แต่รู้หรือไม่ว่า การทำตัวเป็นคนสมบูรณ์แบบตลอดเวลาอาจทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน!
การเสพติดความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ถือเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นแต่ไม่รู้ตัว รู้หรือไม่ว่ายิ่งพยายามทำตัวเป็นคนสมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ ความสุขก็ยิ่งลดน้อยลงมาขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญความสมบูรณ์แบบนี่แหละที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคเครียด ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของโรคร้ายอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

10 สัญญาณที่บอกว่า คุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้

1. คุณรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้รับรางวัลหรือมีคนชื่นชมคุณต่อหน้าคนอื่น

2. คุณรับไม่ได้ที่โดนตำหนิ และพยายามแก้ตัวอยู่เสมอเพื่อให้พ้นจากคำตำหนินั้น

3. ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นผิดพลาดหรือเสียหน้า คุณจะรู้สึกดีและมักบอกต่อเรื่องเหล่านั้นให้คนรอบข้างฟัง

4. คุณไม่ยอมเปิดเผยความรู้สึกหรือเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟังมากนัก เพราะกลัวคนอื่นจะพบว่าคุณยังดีไม่พอ

5. คุณไม่กล้าเสนองาน แต่งตัวหรือคิดอะไรนอกกรอบ เพราะกลัวความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น

6. เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น คุณมักจะคิดซ้ำไปซ้ำมา ร้องไห้ และไม่ยอมให้อภัยตัวเองง่ายๆ

7. เมื่อคุณสะดุดล้ม ทักคนผิด เดินชนกระจก หรือแม้แต่พลาดในเรื่องเล็กๆ อย่างท้องร้องหรือเรอในที่สาธารณะ คุณจะรู้สึกเสียหน้าแล้วรีบเก๊กทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

8. เมื่อทำแบบทดสอบที่เกี่ยวกับตัวคุณ คุณจะรู้สึกเครียดและใช้เวลานานมากในการทำเครื่องหมายหน้าช่อง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด

9. เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อดีของตัวเอง คุณมักให้คำตอบแบบที่สังคมคาดหวัง เช่น เป็นคนตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน

10. คุณมักตั้งเป้าหมายในชีวิตให้สูงไว้เสมอ โดยโฟกัสเรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จ และเมื่อทำสำเร็จแล้วคุณก็จะขยับเป้าหมายให้ไกลมากขึ้นไปเรื่อยๆ





ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นตัวเอง อย่าเพิ่งตกใจ ลองมาดูวิธีการใช้ชีวิตแบบมีความสุขง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

1. หัดให้อภัยตัวเอง
ทุกครั้งที่ทำผิดพลาดหรือทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ต้องเลิกโทษว่าเป็นความผิดพลาดตัวเอง (แม้ความผิดพลาดนั้นจะเกิดจากเราจริงๆ) ให้คิดว่า เราได้ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว หัดยอมรับในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะการคิดวนเวียนไปมาซ้ำซากนั้น ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบสิ้นไป มีแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์ใจเพิ่มมากขึ้น

2. หยุดเปรียบเทียบ
อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กเกรด 4 ที่อยู่หน้าห้อง คนเก่งที่สุดในที่ทำงาน หรือเพื่อนที่ร่ำรวยที่สุดในกลุ่ม เพราะแท้จริงแล้วเขาเหล่านั้นอาจไม่มีความสุขในชีวิตเลยก็ได้!…ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยหันไปมองคนที่ใช้ชีวิตธรรมดา แต่หัวเราะร่าได้ทุกวันแทนดีกว่า

3. พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส
เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเสียหน้าหรืออับอาย เช่น ถูกตำหนิต่อหน้าคนอื่น หรือถูกแซวแรงๆ จนหน้าม้าน แทนที่คุณจะแอบเสียใจหรือน้อยใจกับคำพูดนั้น ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า แท้จริงเขาคงปรารถนาดี อยากให้เราปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เพียงแต่เขาพูดไม่เป็นและไม่รู้จักกาลเทศะ เมื่อมองได้อย่างนี้ ใจของคุณก็จะเป็นสุขด้วยความคิดบวกของตนเอง

4. ลดความคาดหวัง
การตั้งความคาดหวังในชีวิตมากๆ มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์ใจ และเมื่อไหร่ที่เราเป็นทุกข์ รัศมีความทุกข์ก็จะแผ่ไปยังคนรอบข้างด้วย ทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ฉะนั้นเราจึงควรลดความคาดหวังลง และเมื่อเราไม่คาดหวังกับตัวเองมากนัก เราก็จะรู้สึกสนุกกับสิ่งที่เราทำมากยิ่งขึ้น…เผลอๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

5. มองหาความสุขเล็กๆ รอบตัว
การจ้องจะไปให้ถึงเป้าหมายตลอดเวลา อาจทำให้เราพลาดหลายสิ่งดีๆ ในชีวิต บางสิ่งที่เราคิดว่าไร้สาระในวันนี้ เมื่อนึกย้อนกลับไปอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเสียดายก็เป็นได้ ลองเดินออกมาจากกรอบเดิมๆ เพลิดเพลินกับความสุขเล็กๆ รายทางที่เรามองข้าม เอาเวลาอันแสนมีค่ามามอบให้กับเพื่อน คนรัก และครอบครัวดูบ้าง

แล้วจะรู้ว่าโลกที่ขาดความสมบูรณ์แบบใบนี้น่าอยู่ยิ่งกว่าเดิมรู้หรือไม่?
ลูกคนโตมีแนวโน้มจะมีอาการเสพติดความเพอร์เฟ็กต์มากกว่าลูกคนรอง เพราะมักถูกพ่อแม่คาดหวังว่าจะต้องเป็นที่พึ่งของครอบครัว ในครอบครัวคนจีน ลูกชายจะมีอาการเสพติดความเพอร์เฟ็กต์มากกว่าลูกผู้หญิงด้วยเหตุผลเดียวกัน ผลการวิจัยพบว่า คนที่เสพติดความเพอร์เฟ็กต์จะได้รับรายได้น้อยกว่าคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่สนใจความเพอร์เฟ็กต์เลย

ข้อมูลจาก ความรู้รอบตัว.com
http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0/happy-perfectionist.html

ระวังไวรัสเมิร์สคอฟ ( MERS-CoV) ระบาด


ระวังไวรัสเมิร์สคอฟ (MERS-CoV) ระบาด


                                     

           แม้ว่าไวรัสเมิร์สคอฟสายพันธุ์ใหม่จะยังไม่มาถึงประเทศไทย แต่ควรรู้และ ป้องกันไว้ก่อนเพราะเป็นเชื้อใหม่ล่าสุดที่ยังไม่มียารักษา

ทำไมชื่อ เมิร์สคอฟ
มาจากชื่อเต็มภาษาอังกฤษว่า Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) หรือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ตะวันออกกลาง

ต้นกำเนิดของไวรัสเมิร์สคอฟ
ไวรัสชนิดนี้ต้นกำเนิดจากประเทศซาอุดิอาระเบียและยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากคนหรือสัตว์หรือเชื้อใด แต่มีผลวิจัยระบุว่าอาจมีแพะเป็นพาหะนำเชื้อ และเป็นเชื้อไวรัสใกล้เคียงไวรัสในค้างคาวสายพันธุ์หนึ่ง ทั้งนี้วัสเมอร์สเป็นเชื้อไวรัสเดียวกับโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome-SARS) ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2546

ความร้ายแรงของไวรัส
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเมอร์สจะมีอาการคล้ายเป็นโรคระบบทางเดินหายใจมีไข้สูงไอ หายใจหอบ หายใจขัด ถ่ายเหลว หากเป็นหนักจะเสียชีวิตทันทีภายใน 3 -4 สัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเพศชาย โดยเชื้อจะอยู่ในละอองน้ำมูกน้ำลายผู้ป่วย ติดต่อได้ง่ายจากการไอจาม โดยผู้ป่วยเกือบทั้งหมดร้อยละ 96 มีโรคประจำตัว 1 โรคหรือมากกว่า ได้แก่เบาหวาน รองลงมาคือความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต

การป้องกันเบื้องต้น

1. กินร้อน- ช้อนกลาง- ล้างมือ
2. ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากเมื่อจาม

3. หลีกเลี่ยงไปสถานที่ที่ผู้คนแออัด

4. สวมหน้ากากอนามัยหากต้องไปสถานที่ที่ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์

5. หมั่นออกกำลังกายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

ประเทศที่ยังพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง
หลังจากเริ่มมีรายงานผู้ป่วยตั้งแต่วันที่20กันยายน 2556 เป็นต้นมายังพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องใน 11 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน และคูเวต ล่าสุดพบผู้ที่เสียชีวิตหลังจากติดเชื้อไวรัสเมิร์สคอฟที่ประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย โดยองค์การอนามัยโลกรายงาน ณ วันที่ 16 เมษายน 2557 พบผู้ป่วยยืนยัน 238 ราย เสียชีวิต 92 ราย

หากสงสัยว่าตนเองมีอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอถึง 2 วัน หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติม โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง
จาก : เว็บไซต์มติชน
อ้างอิงจาก: http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/3/40/724/th